ความจริงอยากจะเขียนเรื่องสุดยอด ความอดอยากแห่งปี จะได้สอดคล้องกับสภาพการทำมาหากินที่ฝืดเคืองในขณะนี้ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนทำงานวิจัยพวกนี้กันมากนัก เพราะทำไปทำมาความยากจนอาจเข้าตัว คนวิจัยหรือคนเขียนเสียเอง เอาเป็นว่าวันนี้ คุยเรื่องเงินๆ ทองๆ ของคนอื่นกันก่อนดีกว่า ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินระดับ ขั้นเทพอย่าง Merrill Lynch Global Wealth Management และ Capgemini ซึ่งเกี่ยวก้อยกันศึกษาเรื่องความมั่งคั่งโลก มานานร่วม 20 ปี ก็ยังคงร่วมหัวจมท้าย ที่จะวิจัยด้วยกันต่อไป เพื่อจะได้เข้าใจถึง เศรษฐกิจโลกและปัจจัยต่างๆ ที่สร้างความร่ำรวยให้เพิ่มขึ้นในโลกใบนี้

จากรายงานชิ้นส่าสุดของเซียนการ เงินทั้งสองสำนักชี้ว่า จำนวนเศรษฐีและมูลค่าสินทรัพย์ของคนรารวยกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น ในปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะอยู่ในอัตราเพิ่มแบบ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งไม่ได้หวือหวาเหมือนปี 2009 ก็ตาม คำว่าเศรษฐีของรายงานหมาย ถึงบุคคลที่มีสินทรัพย์คิดเป็นมลค่าเท่ากับ หรือมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป โดยไม่รวมสินทรัพย์จำพวกที่อยู่อาศัยประจำ วัตถุ ของมีค่าที่ชอบเก็บสะสม เครื่องประดับ และเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์หรือพวกไอที พูดง่ายๆ ก็คือ จะเน้นสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปการลงทุนนั่นแหละ พวกบ้าหอบฟางจะไม่เอามานับรวมเด็ดขาด
ผลการศึกษา สรุปได้ว่า สินทรัพย์ ทางเงินของเศรษฐีในโลกเพิ่มขึ้นราว 9.7% ในปี 2010 คิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 42.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าสูงกว่า ก่อนช่วงวิกฤติการเงินในปี 2008 เสียอีก ขณะเดียวกัน จำนวนเศรษฐีก็เพิ่มขึ้นเช่น กัน 8.3% เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.9 ล้านคน ในปีที่แล้ว
ลองมาดูจุดเด่นๆ กันบ้าง จะพบว่า คนร่ำรวยในเอเชีย-แปซิฟิก มีจำนวนราว 3.3 ล้านคน นับเป็นภูมิภาคที่มีเศรษฐีมาก เป็นอันดับ 2 ของโลก รองมาจากดินแดน อเมริกาเหนือ และสามารถแซงหน้ายุโรปได้ สำเร็จเป็นปีแรก โดยยุโรปมีเศรษฐีเพิ่มขึ้น 6.3% คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3.1 ล้านคนใน ปี 2010 ขณะเดียวกัน มูลค่าสินทรัพย์ของ คนรวยเอเชีย-แปซิฟิกได้นำหน้าพวกเศรษฐี เก่ายุโรปมาตั้งแต่ปี 2009 แล้ว และในปีที่ผ่านมา คนรวยเอเชีย-แปซิฟิกมีสินทรัพย์ เพิ่ม 12.1% คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 10.8 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับเศรษฐีเก่ายุโรปมี อัตราเพิ่มของสินทรัพย์ 7.2% คิดเป็นจำนวน เงินทั้งหมดราว 10.2 ล้านล้านดอลลาร์
สำหรับทวีปอเมริกาเหนือซึ่งยังคง ครองตำแหน่งคนรวยมากที่สุดในโลกต่ออีกหนึ่งสมัยในปี 2010 ปรากฏว่า มีอัตราเพิ่มของเศรษฐี 8.6% เป็นจำนวนทั้งหมด 3.4 ล้านคน ด้วยมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 9.1% คิดเป็นเม็ดเงินราว 11.6 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศที่มีคนรวยมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนทั้งสิ้น 3.1 ล้านคน (เท่ากับเศรษฐียุโรปทั้งทวีป) หรือ คิดเป็นสัดส่วนราว 28.6% ของจำนวนเศรษฐี โลกปี 2010
ทางด้านภูมิภาคละตินอเมริกา กลุ่มคนรวยมีไม่มาก ประมาณ 5 แสนคน แต่มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มถึง 9.2% คิดเป็น จำนวนเงินทั้งสิ้น 7.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ละตินมีพวกมหาเศรษฐี ค่อนข้างมาก หมายถึง คนรวยที่มีทรัพย์สิน เท่ากับหรือมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป ขณะที่ย่านตะวันออกกลาง หรือเศรษฐีอาหรับ มีจำนวนเพิ่มขึ้น 10.4% เป็นจำนวน ทั้งหมด 4 แสนคน ส่วนสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 12.5% คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การที่ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอาจช่วยให้สินทรัพย์ของเศรษฐีในดินแดน อาหรับมี โอกาสงอกเงยเร็วขึ้นในอนาคต
เมื่อดูภาพรวมๆ กันไปแล้ว มามองรายประเทศกันบ้าง พวกประเทศเศรษฐี หน้าเก่าอย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ยังคงความมั่งคั่งมากที่สุด ในแง่จำนวน เศรษฐีคิดเป็นสัดส่วนรวมกันประมาณ 53% ของจำนวนเศรษฐีทั้งโลก แต่อย่างไรก็ตามแนวโน้มของสัดส่วนดังกล่าวเริ่มปรับลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐีป้ายแดงในประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนากำลังก้าว เข้าสู่ทำเนียบคนมีเงินล้านเยอะขึ้น เช่น ในปี 2010 เศรษฐีในเอเชีย-แปซิฟิกเพิ่มขึ้น ให้เห็นชัดๆ อย่างไม่ต้องล้างตา นำโดย ฮ่องกงเพิ่ม 33.3% เวียดนาม 33.1% ศรีลังกา 27.1%อินโดนีเซีย23.8% สิงคโปร์21.3% และ อินเดีย 20.8%
แม้ว่าจำนวนเศรษฐีในประเทศเหล่านี้ ยังน้อยแต่อัตราเพิ่มที่สม่ำเสมอ อาจมีผลให้กลายเป็นยักษ์ได้ในที่สุด อาทิ อินเดีย ขณะนี้มีจำนวนเศรษฐีแขกมากจนก้าวขึ้นมา อยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก สลับที่กับสเปนซึ่งโดนมรสุมทางการเงินทำให้หล่นไปอยู่ที่ อันดับ 14 ประเด็นที่น่าสังเกตอีกประการ หนึ่งก็คือ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งชาติใน เอเชีย-แปซิฟิก ก็สามารถสลับที่กับอิตาลี โดยเมืองจิงโจ้ขึ้นมายืนอันดับ 9 และปล่อย ให้เมืองมะกะโรนีอยู่ในอันดับที่ 10
การศึกษาเรื่องความมั่งคั่งในปีที่แล้ว ยังพบอีกว่า พวกมหาเศรษฐีที่มีสินทรัพย์ เท่ากับหรือมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์ มีสัดส่วนเพียง 0.9% ของจำนวนเศรษฐีโลก แต่กลับนอนกอดทรัพย์สมบัติคิดเป็นสัดส่วนถึง 36.1% ของมูลค่าสินทรัพย์พวกเศรษฐี ทั้งหมด โดยแชมป์ที่มีซูเปอร์เศรษฐียังคงเป็น เมืองลุงแซม
ปัจจัยที่ทำให้ปีที่แล้ว ยังคงเป็นปีทอง ของพวกเศรษฐี ก็เพราะเศรษฐกิจโลกทั่วไป อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ฟื้นตัวดีกว่าปีก่อนหน้า แถมสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีราคาสูง ตามแรงซื้อของเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ กำลังพัฒนาก็ยังคงความร้อนแรง ล้วนมีส่วนที่ทำให้เม็ดเงินวิ่งสะพัดในตลาดโลก และเป็นโอกาสของพวกเศรษฐีที่ใช้เงินต่อเงิน กันอย่างสนุก
สินทรัพย์กางเงินของเศรษฐ์ในโลกเพิ่มขึ้นราว 9.7% ในปี 2010 คิดเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 42.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็น มูลค่าสูงกว่าก่อนช่วงวิกฤติ การเงินในปี 2008 เสียอีก ขณะเดียวกับ จำนวนเศรษฐ์ก็เพิ่มขึ้น เช่นกัน 8.3% เป็นจำนวนทั้งสิ้น 10.9 ล้านคนในปีที่แล้ว
แต่สำหรับปี 2011 เซียนเตือนไว้ว่า วิกฤติการเมืองโลกในตะวันออกกลางและ แอฟริกาตอนเหนือไม่น่าไว้ใจ แถมปัญหาหนี้สินสาธารณะในยุโรป ปัญหาขาดดุลงบ ประมาณสหรัฐฯ และหนี้สินของประเทศ ไปจนถึงประเด็นเงินเฟ้อในประเทศ เศรษฐกิจเกิดใหม่ และมหันตภัยวิบัติทาง ธรรมชาติ กลายเป็นประเด็นเสี่ยงที่เศรษฐี หรือมหาเศรษฐีต้องเตรียมทำใจไว้บ้าง เผื่อ ปี2011 อาจปิดฉากลงด้วยปีแห่งความอาภัพ อับโชค!!
12 อันดับประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีมากที่สุดในโลก
| อันดับปี 2010 | อันดับปี 2009 | ประเทศ |
| 1 | 1 | สหรัฐอเมริกา |
| 2 | 2 | ญี่ปุ่น |
| 3 | 3 | เยอรมนี |
| 4 | 4 | จีน |
| 5 | 5 | อังกฤษ |
| 6 | 6 | ฝรั่งเศส |
| 7 | 7 | แคนาดา |
| 8 | 8 | สวิตเซอร์แลนด์ |
| 9 | 10 | ออสเตรเลีย |
| 10 | 9 | อิตาลี |
| 11 | 11 | บราซิล |
| 12 | 14 | อินเดีย |
จากนิตยสาร MONEY & BANKING MAGAZINE



September 20th, 2011
admin
Posted in
Tags: