หน้าที่ทางการเงิน

04

ก่อนปี ค.ศ. 1950 หน้าที่ของผู้บริหารการเงินนั้นมีเพียงการจัดหาเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ ต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการทางการเงินใหม่ ๆ ทำให้หน้าที่ของผู้บริหารการเงินขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้น หน้าที่ของผู้บริหารการเงินตามแนวความคิดใหม่ คือ การศึกษาถึงทิศทางการได้มาซึ่งเงินทุน (Acquisition of Funds) และการใช้ไปซึ่งเงินทุน (Use of Funds)โดยผู้บริหารการเงิน ต้องพิจารณาในแนวทางที่ ทำให้ธุรกิจ ได้รับผลประโยชน์สูงสุด ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันนอกจากผู้บริหารการเงินจะทำหน้าที่พื้นฐานทั่วไปแล้ว ยังมีภาระหน้าที่เพิ่มเติมอีกหลายประการ

ในกรณีที่กิจการมีขนาดใหญ่ และกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจการ เงินผันผวนต่าง ๆ การทำหน้าที่ต่าง ๆ นั้นก็เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายของการทำให้เจ้าของกิจการมั่งคั่ง มากที่สุด

หน้าที่พื้นฐานโดยทั่ว ๆ ไปของผู้บริหารการเงิน มี 3 ประการคือ

1.การตัดสินใจหาเงินทุน (Financing Decision) แหล่งเงินทุนที่จะจัดหามีทั้งแหล่งเจ้าหนี้และ จากแหล่งเจ้าของ เจ้าหนี้มีทั้งเจ้าหนี้ระยะสั้นและเจ้าหนี้ระยะยาว ส่วนการจัดหาเงินทุนจากเจ้าของเป็น การจัดหาเงินทุนจากแหล่งระยะยาว การจัดหาเงินจากการกู้ยืมระยะสั้น จะเสียต้นทุนของเงินทุนคือ ดอกเบี้ยต่ำที่สุด การกู้ยืมระยะยาวจะเสียต้นทุนของเงินทุน คือดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ส่วนการจัดหาเงินทุน จากเจ้าของกิจการ จะเสียต้นทุนของเงินทุน คือเงินปันผลสูงที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม การจัดหาเงินทุนจาก เจ้าหนี้ระยะสั้นแม้จะเสียดอกเบี้ยต่ำที่สุด แต่ความเสี่ยงภัยในการชำระคืนสูงสุดตรงข้ามกับการจัดหา เงินจากแหล่งของเจ้าของแม้จะเสียต้นทุนสูงที่สุด แต่ความเสี่ยงภัยน้อยที่สุด

ปัจจัยที่จะกำหนดเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุน

1. 1 ต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) โครงสร้างของเงินทุน (Capital Structure) กรณีที่ประกอบไปด้วยสัดส่วนของหนี้สินมากกว่า ส่วนของเจ้าของ ต้นทุนจะต่ำกว่าโครงสร้างของเงินทุนที่ประกอบไปด้วยสัดส่วนของเจ้าของมากกว่า สัดส่วนของหนี้สิน

1.2 ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) ความเสี่ยงที่อาจไม่สามารถชำระหนี้สินหรือ ดอกเบี้ยเมือถึงกำหนดชำระได้ โครงสร้างของเงินทุนที่ประกอบไปด้วยสัดส่วนของหนี้สินมากกว่าส่วน ของเจ้าของ จะทำให้เกิดความเสี่ยงทางการเงินมากกว่ากรณีที่มีสัดส่วนของเจ้าของมากกว่าสัดส่วน ของหนี้สิน หน้าที่การจัดหาเงินทุน จึงเป็นหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจว่าควรจะจัดหาเงินทุนจาก แหล่งใดบ้าง และอย่างละเท่าใด จึงจะทำให้เสียค่าใช้จ่าย หรือ ต้นทุนของเงินทุนต่ำที่สุดในขณะเดียวกัน ต้องไม่เกิดความเสี่ยงภัยมากเกินไป

2. การตัดสินใจจัดสรรเงินทุน (Investment Decision) การลงทุนเริ่มตั้งแต่ลงทุนระยะสั้นในรูปเงินสด หลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาดลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ และการลงทุนระยะยาว ในรูป ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร โรงงาน การลงทุนในเงินสด ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ก่อให้เกิดความคล่องตัวใน การชำระหนี้สูงสุด การลงทุนในลูกหนี้ก่อให้เกิดรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น ทำความคล่องตัวในการ เปลี่ยนสภาพลูกหนี้ให้เป็นเงินสด เพื่อการชำระหนี้สินการลงทุนในทรัพย์สินถาวรก่อให้เกิดรายได้จาก การลงทุนสูงสุด แต่ความคล่องตัวในการเปลี่ยนสภาพ เป็นเงินสดเพื่อการชำระหนี้ต่ำที่สุด

การตัดสินใจจัดสรรเงินทุนจึงเป็นตัวกำหนด

2.1 ขนาดของธุรกิจ (Size of Firm)

2.2 ความเสี่ยงภัยทางธุรกิจ (Business Risk)

2.3 ขนาดของกำไร (Size of Profit)

2.4 สภาพคล่อง (Liquidity)

หน้าที่การจัดสรรเงินทุนจึงเป็นแหล่งที่เกี่ยวกับการตัดสินใจว่า ควรจะนำเงินที่ได้มาทั้งหมด จัดสรรนำไปลงทุนในทรัพย์สินอะไรบ้างดี หรือ ส่วนผสมของสินทรัพย์ที่ดีที่สุดควรเป็นเท่าใด จะทำให้กิจการ ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุดในขณะเดียวกันก็มีความคล่องตัวในการชำระหนี้พอสมควร

3.การตัดสินใจในนโยบายเงินปันผล (Dividend Decision) กำไรสุทธิที่ถูกสะสมไว้ในบัญชีกำไร สะสมอาจเป็นแหล่งเงินทุนที่จะนำไปลงทุนต่อ (Reinvestment) เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในอนาคต หรืออาจถูกนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่เจ้าของกิจการ ดังนั้นการตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินปันผลหรือไม่  จึงเป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุน และใช้เงินทุน คือถ้ากิจการตัดสินใจประกาศจ่ายเงินปันผล ก็เท่ากับเป็นการตัดสินใจว่าไม่จัดหาเงินทุนจากแหล่งภายในคือกำไร แต่ถ้ากิจการตัดสินใจไม่จ่ายเงิน ปันผลก็เท่ากับว่า กิจการตัดสินใจจัดหาเงินทุนจากการไม่จ่ายเงินปันผลคือ มีการนำไปลงทุนต่อ อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลหรือไม่ จะมีผลกระทบต่อราคาหุ้นสามัญในตลาด กล่าวคือ ผู้ถือหุ้นที่ต้องการเงิน ปันผลย่อมพอใจเมื่อกิจการจ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น ราคาหุ้นในตลาดอาจสูงขึ้น เมื่อกิจการประกาศจ่ายเงิน ปันผล แต่ราคาหุ้นในตลาดจะลดต่ำลง เมื่อกิจการไม่จ่ายเงินปันผลเลย ผู้บริหารการเงินที่มีความสามารถ จะมีนโยบายการจัดหาเงินทุนการจัดสรรเงินทุน และนโยบายเงินปันผลที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้กิจการมีกำไร ต่อหุ้นสูงสุด มีความเสี่ยงภัยน้อยที่สุด มีระยะเวลาของการเริ่มได้รับผลตอบแทนเร็วทีสุด ซึ่งจะทำให้ราคา ตลาดของหุ้นสามัญสูงที่สุด ก่อให้เกิดความมั่นคั่งของผู้ถือหุ้นสูงสุด

 

 

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.