เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน หรือ สพช. ที่สังกัดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กระทรวงการคลัง เริ่มเป็นที่รู้จักกับงานชิ้นแรก “โครงการลดภาระดอกเบี้ย บัตรเครดิตโดยการออกสินเชื่อรีไฟแนนซ์ บัตรเครดิต” ตามนโยบายของกระทรวงการคลังปรากฎว่า ระหว่างวันที่ 1-17 มิถุนายน 2554 มีผู้ยื่นขอใช้สินเชื่อกับธนาคารรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และ ธนาคารอิสลาม เพียง 10,119 ราย
คิดเป็นเงิน ประมาณ 1,265 ล้านบาท และได้อนุมัติ สินเชื่อไป 1,126 ราย วงเงิน 122 ล้านบาท แม้สำนักงานจัดตั้งก่อนการประกาศโครงการ เพียงไม่กี่วัน แต่หากนับจำนวนผู้มาขอใช้ สินเชื่อเทียบกับจำนวนที่ได้รับอนุมัติแล้ว ถือว่าโครงการนี้ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ แต่กระทรวงการคลังประสบความสำเร็จใน แง่การประชาสัมพันธ์การเปิดตัว สพช. ซึ่ง กระทรวงการคลังตั้งใจจะให้เป็นหน่วยงาน หลักที่จะเสริมบทบาทของกระทรวงการคลัง ในการทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น โดยจะมีการ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการดูแลประชาชนฐานราก จากเดิมกระทรวงการคลังมักจะให้ ความสำคัญการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า…
กลับมาที่ สพช. แหล่งข่าวอินเทลลิเจนส์ ริมคลองประปา รายงานว่า วันที่ 3 พฤษภาคม 2554 เป็นวันดีที่ สพช. ก่อกำเนิด โดยมี ดร.พรชัย ฐีระเวช ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการ ขณะนี้ยังไม่มี Office นั่งทำงานเป็นทางการ ต้องดัดแปลงห้องประชุมชั้น 5 ของ สศค. เป็นที่ทำงานชั่วคราว แต่ สพช.ก็ทำงานในเชิงรุกทันที มีการจัดทำแผนงานปี 2554 ที่เหลืออีก 6 เดือนไว้เรียบร้อยแล้ว และงานสำคัญหนึ่งที่บรรจุในแผนงานคือ ศึกษาการขึ้นทะเบียนหนี้นอกระบบระยะที่ 2 เพื่อต่อยอดการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบที่ได้เริ่ม มาตั้งแต่ปี 2553 โดยตั้งแต่เปิดโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ให้ประชาชนมา ขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 ปรากฏว่า มีผู้มาขึ้นทะเบียนทั้งหมด 1201,554 ราย มีผู้ผ่านเกณฑ์และได้รับการพิจารณา ไปแล้ว 1,184,868 ราย มูลหนี้รวม 123234.42 ล้านบาท และจากตัวเลขการแก้ไขปัญหา หนี้นอกระบบล่าสุด ณ วันที่ 3 มีนาคม 2554 มีจำนวนผู้ที่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วมเจรจา ประนอมหนี้จำนวน 1,178,159 ราย มูลค่า หนี้รวม 117,085.95 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า มีผู้เข้ารับการเจรจาเพียง 715,126 ราย มูลค่าหนี้ราม 71,028.84 ล้านบาท ที่เหลือ 463,033 ราย มูลหนี้ 46,057.11 ล้านบาท ขอยุติเรื่อง ลูกหนี้ที่มีการเจรจาสำเร็จ 579,268 ราย มูลหนี้รวม 57,055.76 ล้าน บาท ส่งผลให้มีการกู้เงินจำนวน 34,921.16 ล้านบาท จากจำนวน 412,794 ราย ส่วนที่ เจรจาไม่สำเร็จ 135,858 ราย มูลหนี้ 13,973.08 ล้านบาท นั้น เนื่องมาจากลูกหนี้นอกระบบติดเงื่อนไขไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่ธนาคารกำหนด จึงเป็นโอกาสที่ สพช. จะเข้าไปผลักดันให้ธนาคารที่เกี่ยวข้องใช้
เกณฑ์ในการพิจารณาสินเชื่ออย่างอื่นเพิ่ม เติมเพื่อที่จะปิดความเสี่ยงของลูกหนี้ได้ เช่น แนวคิดในการป้องกันความเสี่ยงโดย การปล่อยกู้แบบกลุ่ม ซึ่ง สพช.ต้องการผลักดันแนวคิดนี้ไปที่ธนาคารเฉพาะของรัฐก่อน เพราะใช้วิธีนี้อยู่แล้วคือ ธ.ก.ส. อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวอินเทลลิเจนส์ รายงานอีกว่า สพช.จะเสนอแผนโครงการแก้ไขหนี้นอก ระบบระยะที่ 2 นี้ หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ดังนั้นระหว่างรอรัฐบาลใหม่ สพช. จึงลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการใช้บริการ ทางการเงินของประชาชนในระดับฐานรากไปก่อน โดยมีสถาบันการศึกษาแต่ละพื้นที่ เป็นพันธมิตร เพื่อนำมาจัดทำ แผนที่ทางการเงินของประเทศ และจากการลงพื้นที่ สพช. พบว่านอกจากเงินสวัสดิการที่ประชาชน ในพื้นที่ได้รับจากภาครัฐ และจากสถาบันการเงินแล้ว ยังมีเงินอีกส่วนหนึ่งที่ ประชาชนในหลาย พื้นที่ได้รับคือเงินจากกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่คนในพื้นที่ร่วมก่อตั้งขึ้นกันเอง ซึ่งตอนนี้กองทุน สวัสดิการชุมชน ทั้งหมดทั่วประเทศ มีเงินกองทุนกว่า 10,000 ล้านบาท นับว่า สูงไม่น้อยทีเดียว และกองทุนเหล่านี้ส่วน ใหญ่จะมีสมาชิกเป็นคนสูงอายุ ซึ่งในระยะ แรกอาจไม่มีปัญหา แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้า โครงสร้างประชากรของไทยจะเปลี่ยนเป็น สังคมผู้สูงอายุ เมื่อมีผู้สูงอายุที่รับบริการกองทุนสวัสดิการเพิ่มขึ้น ต่อไปกองทุนต่าง ๆ ก็จะเกิดปัญหาที่มีเงินเข้าน้อยกว่าเงินออก แหล่งข่าวอินเทลลิเจนส์ รายงานต่อว่า ด้วยเหตุนี้ สพช.จึงเร่งจัดทำแผนที่ทางการเงินที่รวบรวมข้อมูลทางการเงินของกองทุน สวัสดิการชุมชน ทั้งจำนวนกองทุน จำนวน สมาชิก โครงสร้างอายุของสมาชิก และจำนวนเงินกองทุนที่แน่นอน ซึ่ง จะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลในการเตรียมการรับมือกับ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นสังคมสูงอายุ ในอนาคตได้ เหตุที่ สพช. ต้องเตรียม ข้อมูลและเตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ เพราะเห็น ตัวอย่าง ประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการสูงๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งเก็บภาษีได้ 50% ต่อจีดีพีขึ้นไป ตอนนี้ก็ยังเจอกับดักสวัสดิการ ของตัวเองแล้ว เนื่องจากมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ประเทศไทยเองเก็บ ภาษีได้บ้างไม่ได้บ้าง ในอนาคตก็น่าจะเดิน ทางเดียวกับประเทศรัฐสวัสดิการทั้งนั้น หากไม่มีการเตรียมการก็จะต้องเจอกับ ปัญหาเช่นกัน!!!
จากหนังสือ MONEY & BANKING MAGAZINE



September 15th, 2011
admin
Posted in
Tags: